บทความทั้งหมด

Utilization Math มีรถเองกับใช้เครือข่ายซัพพลายเออร์ ในตลาดขนส่งภาคพื้นที่โต 7.4% ต่อปี

เปรียบเทียบแบบใช้งานได้จริง ระหว่างการมีรถของตัวเองกับการใช้เครือข่ายซัพพลายเออร์ สำหรับธุรกิจรับส่งและทัวร์ไทย โดยใช้ข้อมูลอัตราการใช้งานจริง ไม่ใช่ความรู้สึก

เจ้าของธุรกิจรับส่งไทยกำลังดูรายงานการใช้งานรถข้างกองรถตู้

ตลาดบริการรับส่งสนามบินทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 28,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะโตถึง 54,300 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2577 คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.4% ซึ่งเร็วกว่าเซกเมนต์ขนส่งอื่นส่วนใหญ่ โดยส่วนหนึ่งขับเคลื่อนโดยตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไทยที่ปริมาณผู้โดยสารยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ธุรกิจรับส่งที่กำลังโตไปพร้อมกับตัวเลขนี้ทุกเจ้าจะเจอคำถามเดียวกันในที่สุด รถคันต่อไปควรเป็นรถที่เราซื้อเอง หรือรถที่เราจองจากซัพพลายเออร์เวลาที่มีดีมานด์เข้ามา

คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือไม่ค่อยมีใครตอบแบบสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง แต่ธุรกิจส่วนใหญ่มักรู้คำตอบนี้ก็ต่อเมื่อตัดสินใจผิดไปแล้วและต้องจ่ายแพง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อรถที่จอดว่างสามวันต่อสัปดาห์ หรือการโดนพิษตอนไฮซีซั่นที่กองรถของทุกซัพพลายเออร์ถูกจองไปหมดแล้ว

คำถามจริงไม่ใช่ "ซื้อรถเองหรือจ้างข้างนอก" แต่คือเส้นทางและประเภทรถแบบไหน ที่คุ้มค่าพอจะเป็นทรัพย์สินของตัวเอง แบบไหนที่ไม่คุ้ม

บทความนี้จะไล่ดูว่าการมีรถเองมีต้นทุนอะไรบ้างนอกเหนือจากราคาป้าย การใช้เครือข่ายซัพพลายเออร์มีต้นทุนแบบไหนที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง และการคำนวณอัตราการใช้งานที่บอกได้ว่าเส้นทางไหนควรอยู่กลุ่มไหน

ต้นทุนที่แท้จริงของการมีรถเอง นอกเหนือจากราคารถ

ราคารถคือตัวเลขที่มองเห็นชัด แต่ต้นทุนที่ตัดสินว่าการมีรถเองคุ้มหรือไม่ คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทุกเดือนไม่ว่าจะวิ่งกี่เที่ยว ทั้งประกันภัย ค่าซ่อมบำรุง เงินเดือนคนขับถ้าต้องมีคนขับประจำ และค่าเสื่อมราคา รถตู้ที่จอดว่างสามวันต่อสัปดาห์ก็ยังกินต้นทุนทั้งสี่อย่างนี้ทุกวันเหมือนกัน

นี่คือการคำนวณที่ธุรกิจส่วนใหญ่มักข้ามไป นั่นคืออัตราการใช้งานรถ รถที่วิ่งงาน 80% ของเวลาทำงานที่มี กับรถที่วิ่งแค่ 30% มีต้นทุนต่อเที่ยวต่างกันมาก ทั้งที่ต้นทุนคงที่เท่ากันเป๊ะ เรียกวินัยการคิดแบบนี้ว่า Utilization Math หรือการคำนวณอัตราการใช้งาน คือการตีราคารถไม่ใช่จากราคาที่ซื้อมา แต่จากสัดส่วนเวลาที่มีอยู่ที่รถคันนั้นทำเงินได้จริง

ต้นทุนที่แท้จริงของการใช้เครือข่ายซัพพลายเออร์

การใช้เครือข่ายซัพพลายเออร์คือการแลกต้นทุนคงที่เป็นต้นทุนผันแปร จ่ายตามเที่ยว แต่ส่วนใหญ่ราคานั้นรวมมาร์จิ้นของซัพพลายเออร์ไว้แล้ว ไม่มีต้นทุนรถจอดว่าง แต่ก็ควบคุมสภาพรถ คุณภาพคนขับ และความว่างของรถได้น้อยลง โดยเฉพาะช่วงพีคของตัวเอง ที่ทุกธุรกิจรับส่งแถวนั้นอยากได้รถจากซัพพลายเออร์เจ้าเดียวกันในเวลาเดียวกันพอดี

ธุรกิจที่โดนพิษจากเครือข่ายซัพพลายเออร์มักเป็นเจ้าที่ไม่ได้สร้างความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์เจ้าที่สองหรือสามไว้ล่วงหน้า ก่อนที่จะต้องการใช้จริงตอนไฮซีซั่นที่ทุกคนแย่งรถกัน ซึ่งตลาดที่โตปีละ 7.4% แบบนี้ยิ่งทำให้ช่วงพีคแบบนั้นเกิดถี่ขึ้น ไม่ใช่น้อยลง

จุดที่การมีรถเองมักคุ้มค่า

เส้นทางที่วิ่งสม่ำเสมอและบ่อยครั้ง เช่น รับส่งสนามบินประจำวันให้พาร์ทเนอร์โรงแรมที่มีสัญญา หรือตารางรถรับส่งประจำ คือจุดที่รถของตัวเองคืนทุนได้เร็วที่สุด เพราะอัตราการใช้งานแทบจะรับประกันได้อยู่แล้ว เส้นทางแบบนี้ก็เป็นจุดที่รถจองซ้อนสร้างความเสียหายมากที่สุดเช่นกัน เพราะแขกที่พลาดการรับสะท้อนกลับมาที่คุณโดยตรง ไม่ใช่ซัพพลายเออร์ที่เปลี่ยนเจ้าได้เงียบๆ ในครั้งหน้า หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับประเภทรถที่ต้องใช้บ่อยจนความว่างของซัพพลายเออร์กลายเป็นคอขวดที่เจอซ้ำๆ ไม่ใช่แค่นานๆ ครั้ง

จุดที่เครือข่ายซัพพลายเออร์มักคุ้มค่ากว่า

ดีมานด์ที่ไม่สม่ำเสมอ ช่วงพีคตามฤดูกาล รถประเภทพิเศษที่ใช้ไม่บ่อย เช่น รถโค้ชคันใหญ่สำหรับกรุ๊ปใหญ่ครั้งเดียว หรือรถหรูสำหรับแขก VIP นานๆ ครั้ง รวมถึงพื้นที่ให้บริการนอกเขตปกติของคุณ ส่วนใหญ่ถูกกว่าและเสี่ยงน้อยกว่าถ้าใช้ซัพพลายเออร์ แทนที่จะซื้อรถมาจอดว่างเกือบทั้งปี

ลองนึกภาพธุรกิจสมมติชื่อ "อ่าวนาง ทรานสเฟอร์" มีกองรถผสมอยู่ที่กระบี่ พอลองคำนวณอัตราการใช้งานจริงดู ก็เห็นความต่างชัดเจนทันที รถตู้สองคันที่วิ่งเส้นทางโรงแรม-สนามบินตามสัญญาทุกวัน มีอัตราการใช้งานถึง 85% คุ้มค่าที่จะเป็นทรัพย์สินของตัวเองแน่นอน ส่วนรถเก๋งหรูอีกคันที่ซื้อไว้รองรับคำขอ VIP นานๆ ครั้ง จอดว่างเกือบทุกสัปดาห์ พอลองเปลี่ยนไปใช้ซัพพลายเออร์แทนสำหรับคำขอแบบเดียวกัน ต้นทุนรวมทั้งปีกลับถูกกว่าค่าประกันกับค่าเสื่อมของรถเก๋งคันนั้นคันเดียวเสียอีก

ทำไมธุรกิจรับส่งไทยส่วนใหญ่จบที่โมเดลผสม

ในทางปฏิบัติ ธุรกิจที่บริหารงานได้คล่องตัวที่สุดไม่ได้เลือกมีรถเองล้วนๆ หรือใช้ซัพพลายเออร์ล้วนๆ แต่มีรถเองสำหรับเส้นทางหลักที่แน่นอน และพึ่งเครือข่ายซัพพลายเออร์สำหรับงานล้น ช่วงพีค และงานพิเศษ ส่วนที่ยากไม่ใช่การตัดสินใจว่าจะทำโมเดลผสม แต่คือการมีข้อมูลที่สะอาดพอจะรู้ว่าเส้นทางไหนควรอยู่กลุ่มไหน และมีความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์พร้อมไว้ล่วงหน้าก่อนจะต้องการใช้แบบเร่งด่วน วินัยแบบเดียวกันนี้ใช้ได้ผลกับการชั่งน้ำหนักระหว่างการจองตรงกับค่าคอมมิชชั่นที่จ่ายให้ตัวแทนและ OTAเช่นกัน เพราะสัดส่วนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องสุดโต่งเหมือนกัน

Playbook ของ Utilization Math

  1. Route-Level Utilization วัดอัตราการใช้งานแยกรายเส้นทาง — วัดอัตราการใช้งานแยกตามเส้นทางและประเภทรถ ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยรวมทั้งกองรถที่บังทรัพย์สินบางคันที่ไม่คุ้มไว้
  2. The 70% Line เส้นแบ่งที่ 70% — เส้นทางที่อัตราการใช้งานต่ำกว่าประมาณ 70% อย่างสม่ำเสมอ ให้พิจารณาใช้ซัพพลายเออร์เป็นตัวเลือกแรก แทนที่จะสมมติว่าต้องมีรถเองไว้ก่อน
  3. Backup Supplier Relationships ความสัมพันธ์ซัพพลายเออร์สำรอง — รักษาความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์อย่างน้อยเจ้าที่สองสำหรับรถประเภทที่พึ่งพาบ่อย สร้างไว้ก่อนไฮซีซั่น ไม่ใช่ระหว่างไฮซีซั่น
  4. Quarterly Rebalancing ทบทวนสัดส่วนทุกไตรมาส — ทบทวนสัดส่วนมีรถเองกับใช้ซัพพลายเออร์ทุกไตรมาสตามรูปแบบการจองที่เปลี่ยนไป แทนที่จะยึดการตัดสินใจตอนแรกไว้ถาวร

กลุ่มร้านอาหารที่มีรถส่งของตัวเองก็เจอโจทย์คณิตศาสตร์แบบเดียวกัน มีจักรยานยนต์หรือรถของตัวเองสำหรับโซนส่งของประจำวันที่แน่นอน ใช้พาร์ทเนอร์ส่งของภายนอกสำหรับงานล้นช่วงโปรโมชันหรือออร์เดอร์เลี้ยงกลุ่มใหญ่ผิดปกติ

Data สรุปสิ่งที่ทุกอย่างโยงมาที่จุดเดียว

ถ้าต้องเหลือคำเดียวที่อธิบายวินัยเบื้องหลังการตัดสินใจนี้ คำนั้นไม่ใช่ความคุ้นเคยกับรถ แต่คือ Data หรือข้อมูล ธุรกิจที่ตัดสินใจเรื่องมีรถเองกับใช้ซัพพลายเออร์ได้ถูกต้อง ไม่ใช่เจ้าที่มีความเห็นแรงที่สุดเรื่องความเป็นเจ้าของ แต่คือเจ้าที่ชี้ตัวเลขอัตราการใช้งานของแต่ละเส้นทางได้ก่อนตัดสินใจ

คำถามที่ควรลองถามตัวเองคือ สำหรับรถคันต่อไปที่กำลังคิดจะซื้อ รู้หรือยังว่าเวลาที่มีอยู่ของมันจะถูกจองจริงกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าคำตอบตรงๆ คือ "ประมาณๆ" คำว่าประมาณๆ นั้นแหละคือจุดที่การตัดสินใจผิดกำลังซ่อนตัวอยู่

คำถามที่พบบ่อย

มีรถเองถูกกว่าใช้ซัพพลายเออร์ในระยะยาวเสมอไปไหม

ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับอัตราการใช้งานทั้งหมด รถที่มีอัตราการใช้งานแค่ 30-40% มักมีต้นทุนต่อเที่ยวแพงกว่าราคาซัพพลายเออร์เทียบเท่า ทั้งที่การมีรถเองให้ความรู้สึกเหมือนเป็นทางเลือกของธุรกิจที่จริงจังกว่า

การเติบโตของตลาดรับส่งสนามบินทั่วโลกเกี่ยวข้องกับธุรกิจรับส่งรายเดียวอย่างไร

ตลาดที่โตปีละ 7.4% หมายถึงปริมาณการจองและช่วงพีคตามฤดูกาลที่กดดันความว่างของซัพพลายเออร์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้กลยุทธ์แบบผสมทั้งมีรถเองและใช้ซัพพลายเออร์มีค่ามากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง

อัตราการใช้งานเท่าไหร่ถึงสมเหตุสมผลที่จะตัดสินใจซื้อรถ

ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่ผู้ประกอบการหลายรายใช้อัตราการใช้งานต่อเนื่องประมาณ 70% เป็นจุดที่การมีรถเองคุ้มกว่าการจ่ายมาร์จิ้นให้ซัพพลายเออร์ทุกเที่ยวอย่างชัดเจน

ธุรกิจรับส่งขนาดเล็กใช้โมเดลผสมได้จริงไหม

ได้ โมเดลผสมไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดกองรถ แต่อยู่ที่การจับคู่แต่ละเส้นทางกับโมเดลความเป็นเจ้าของที่เหมาะกับรูปแบบดีมานด์จริง ซึ่งธุรกิจที่มีรถแค่สองคันก็ทำได้อย่างมีวินัยไม่ต่างจากเจ้าที่มีห้าสิบคัน

หน้าตาแบบนี้เมื่อใช้ NAWA Travel

NAWA Travel รองรับทั้งการมีรถของตัวเอง การใช้เครือข่ายซัพพลายเออร์ หรือแบบผสมทั้งสองอย่าง โดยจัดการรถ คนขับ และซัพพลายเออร์อยู่ในมุมมองเดียวกัน ทำให้เห็นอัตราการใช้งานจริงแยกตามเส้นทางและประเภทรถ แทนที่จะเดาเอา รายงานการใช้งานรถและผลงานของซัพพลายเออร์ ทำให้การตัดสินใจว่าจะมีรถเองหรือใช้ข้างนอก กลายเป็นเรื่องที่ทบทวนได้จากข้อมูลจริง ไม่ใช่แค่ความรู้สึก

ถ้ากำลังชั่งใจเรื่องรถคันต่อไป และอยากเห็นภาพชัดขึ้นว่ากองรถปัจจุบันของคุณมีต้นทุนต่อเที่ยวเท่าไหร่จริงๆ คุยกับเราเรื่องการดำเนินงานของคุณ

แหล่งข้อมูล: Dataintelo, Airport Transfer Service Market Research Report 2025-2034

นำไปใช้กับงานของคุณ

เปลี่ยนแนวคิดนี้ให้เป็นก้าวถัดไปที่ใช้งานได้จริง

คุยเรื่องขั้นตอนการทำงานของคุณ
มีรถเองหรือใช้เครือข่ายซัพพลายเออร์ สำหรับธุรกิจรับส่งไทย | NAWA